งานสำคัญที่ คุณหมอสงวนตั้งใจมุ่งมั่น เป็นงานชิ้นเอกในชีวิตนี้คือ การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ
บทกลอนที่ใช้สอนใจได้สำหรับผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่เพื่อให้การจากไปมีความหมาย และมีค่าควรจดจำต่อแผ่นดินและคนรุ่นหลัง และนี่คือบุคคลซึ่งอยู่เบื้องหลังนโยบายการรักษาพยาบาลสำหรับคนยากจน "ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า" หรือ กลายเป็นนโยบายคุ้นปากว่า "โครงการ30 รักษาทุกโรค" นโยบายที่ทำให้คนจนได้ยิ้มได้ว่า อาการป่วยไข้ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคใดก็ได้รับการเหลียวแลด้วยค่ารักษาที่ต่ำ แต่วันนี้นายแพทย์สวงน นิตยารัมภ์พงศ์ นักปฏิรูประบบสุขภาพคนจนเอง ได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ
 |
"ประเทศไทยเหมือนมี 2 ระดับ หนึ่งประเทศ แต่มี 2 สังคม คือ สังคมเมืองกับสังคมชนบทซึ่งแตกต่างกัน"
นายแพทย์ สงวน ฯ ได้เคยให้สัมภาษณ์เบื้องหลังเกี่ยวกับกิจกรรม ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหวิทยาลัยมหิดลว่า "ผมมาจากชนชั้นกลางเป็นลูกคนเมืองที่ไม่เคยรู้จักชนบท ไม่รู้จักคนยากจนเท่าไหร่ แต่การออกค่ายนักศึกษาตอนนั้น ทำให้ผมเห็นชีวิตความขาดแคลนของคนยากจน อย่างที่ไม่เคยคิดไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ต้องทำงานอย่างหนัก แลกกับการกินอยู่แต่ละมื้อที่เรียบง่าย ให้ผ่านไปวันๆ แถมเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ต้องไปหาหมอไกลแสนไกล บางครั้งใช้เวลานานถึง 2 วัน และยังเดือดร้อนจากที่ไม่มีค่ารักษาอีก"
 |
"เฉลี่ยสุข เฉลี่ยทุกข์ เอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน"
การทำงานแพทย์ชนบท ทำให้คุณหมอมีความฝังใจและกลายเป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" ก็คือ ช่วงที่คุณหมอเป็นแพทย์ในชนบทได้รับผู้หญิง ซึ่งอุ้มลูกตากฝนรอรถโดยสารจะพาลูกไปหาหมอ จากอาการคุณหมอสังเกตว่า เด็กน่าจะเป็นปอดบวม แต่เมื่อถึงโรงพยาบาลแม่ของเด็กกลับพาเด็กไปที่หมอเสนารักษ์เพื่อฉีดยาแค่ 1 เข็ม เพราะมีเงินเพียง 30 บาท เป็นค่าฉีดยาเสีย 20 อีก 10 ต้องเก็บเอาไว้เป็นค่ารถกลับบ้าน คุณหมออธิบายอยู่นาน กว่าแม่ของเด็กจะเข้าใจว่า การฉีดยาเพียงเข็มเดียวรักษาไม่ได้ และโรงพยาบาลก็เก็บค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนยากจน ทำให้แม่ของเด็กยอมนำลูกเข้ารับการรักษา
ที่มาของ 30 บาท
คุณหมอได้เคยเล่าถึงที่มาของ 30 บาทเอาไว้ให้ฟังว่า "มีงานวิจัยว่าเวลาคนไข้พบแพทย์ เพื่อรักษาพยาบาล ทำอย่างไรถึงจะให้ชาวบ้านมั่นใจว่า เสียค่าใช้จ่ายเพียงอัตราเดียวแล้ว จะได้รับการดูแล รักษาครบถ้วน ไม่ว่าจะป่วย ด้วยโรคอะไรก็ตาม การจะให้ชาวบ้าน จ่ายเงินบ้าง ก็เพื่ออย่างน้อย แสดงถึงความมีส่วนร่วม ที่ผมใช้คำว่า เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข หรือร่วมด้วยช่วยกัน โดยไม่ใช่คิดจะแบมือขออย่างเดียว แต่มีส่วนร่วมในการแบกภาระด้วย เป็นการแชร์ที่ไม่เป็นภาระ กับชาวบ้านมากเกินไป จนกระทั่งเป็นเครื่องกีดขวาง ให้ไม่กล้ามารับบริการ
ตัวเลข 30บาท เป็นตัวเลขที่ฝ่ายนโยบายทางการเมืองคิดว่า น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับชาวบ้าน ทุกระดับ โดยชาวบ้าน มั่นใจได้ว่า เมื่อเข้ามารับการรักษา พยาบาลแล้ว ตัวเองเสียเงินแค่นี้ จะได้รับการดูแล จนหาย ไม่ใช่ว่า เจอแพทย์ครั้งแรก ก็จ่ายแล้ว ถูกส่งต่อก็จ่ายอีก นอนอยู่โรงพยาบาล ก็กังวลว่า บิลอีก 3 วันข้างหน้า จะกี่ตังค์ เพราะเหตุนี้ ชาวบ้านไปอยู่สักพัก ก็จะรีบเอาคนไข้กลับ เพราะเริ่มสู้ ค่าใช้จ่ายไม่ไหวแล้ว
 |
ตอนแรกก็เป็นโครงการนำร่องก่อน จนถึงปัจจุบัน ทำมาได้ 2 ปี ก็มีทั้งด้านบวกและลบ สิ่งที่เป็นด้านบวก ที่ชัดเจนก็คือ เราศึกษาจากโพลของสำนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ABAC โพล หรือ สวนดุสิตโพล ทุกโพล ชี้บอกตรงกันว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่ชาวบ้านต้องการ และพอใจ อีกข้อหนึ่ง เป็นสิ่งดีก็คือ มันเริ่มเกิดการปฏิรูป ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการปฏิรูป ในเรื่องของระบบบริการ และงบประมาณ ที่เอาประชาชน เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาสถานพยาบาล เป็นตัวตั้ง ทำให้ประชาชน มีความหมาย ในแง่ของการได้รับ การบริการมากขึ้น แต่ผลในด้านลบ ก็คืออาจเป็นเพราะ มีการทำการตลาดมากเกินไป ทำให้ผู้คนเกิดความคาดหวังสูง ยกตัวอย่างเช่น สมมุติคนไข้ ต้องการผ่าตัดหัวใจ เรื่องนี้เหมือนเขื่อนกั้นน้ำ แต่ก่อนคน ไม่มีตังค์ก็ไม่กล้า แต่ตอนนี้พอบอกว่า ผ่าตัดหัวใจได้ โดยเสียเงิน แค่ 30 บาท พอเปิดเขื่อนปุ๊บ น้ำก็ไหลมาแรง ขณะที่ระบบรองรับ ยังไม่ได้ถูกปฏิรูปให้พร้อม เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความคาดหวัง แต่ความเป็นจริงมันยังเกิดไม่ทัน กับสิ่งที่คาดหวังไว้ ก็กลายเป็นความผิดหวัง และ มีปัญหาบางส่วนตามมา
อีกประการที่เป็นปัญหาหนักก็คือ สถานพยาบาลแต่เดิมได้รับงบประมาณชัดเจน จากการจัดสรรงบประมาณ ตามขนาดของสถานพยาบาล โดยใช้สถานพยาบาลเป็นจุดศูนย์กลาง เขาก็รู้สึกพึงพอใจกับสภาพอย่างนั้น วันดีคืนดี เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณ มาให้ประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง โดยจัดสรรเงินให้จังหวัดต่างๆ เป็นค่าใช้จ่าย ด้านการรักษาพยาบาล ตามรายหัวประชาชน ก็ทำให้เกิดความหวั่นไหวกับสถานพยาบาล และ บุคลากรว่า ถ้าถึงเวลาเกิดมีประชาชน ขึ้นทะเบียนกับเขาน้อยไป จะเกิดปัญหาไหม จะมีเงินดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ จะกระทบกระเทือน ถึงอาชีพเขาหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่า ระบบนี้ยังไม่สามารถทำให้เกิดความมั่นใจ ในช่วงแรกๆ เพราะฉะนั้นจึงทำให้บางส่วนยังไม่เห็นชอบ แต่โดยหลักการก็ยังไม่มีใคร คัดค้าน ผมคิดว่า เราคงต้องปรับปรุงแก้ไข และพยายามทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพื่อลดปัญหาความรู้สึกด้านลบ และปรับทัศนคติต่างๆ ให้ดีขึ้น”
|
ประวัติ
นพ.สงวน เป็นเลขาธิการสปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) สมัยที่ 2 เป็นบุคคลที่ทุ่มเท เพื่อการสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรมอย่างเท่าเทียมเพื่อประชาชนทุกคน
เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2495 ที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ในปี 2520 เริ่มรับราชการที่รพ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ และย้ายมาเป็นผู้อำนวยการรพ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งการทำงานทั้งสองแห่งได้บุกเบิกการสร้างสุขภาพชุมชน จนเป็นที่รักของชาวบ้านอย่างมาก
พ.ศ. 2526 - 2527 Master of Public Health สถาบัน Tropical Medicine, Antwerp ประเทศเบลเยี่ยม
พ.ศ. 2528 ประกาศนียบัตร เรื่อง เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข สถาบัน London School of Hygiene and Tropical Medicine ประเทศสหราชอาณาจักร
ได้รับคัดเลือกเป็นแพทย์ดีเด่นประจำปี 2528 ด้วยผลงานขยายเตียงรองรับผู้ป่วยจาก 30 เตียงเป็น 60 เตียง ในเวลา 3 ปี จัดทีมบริหารให้คล่องตัวมีประสิทธิภาพ วางแผนงานใช้สาธารณสุขมูลฐานเป็นกลยุทธ์แก้ปัญหา ตั้งกองทุนยา กองทุนโภชนาการหมู่บ้านและชุมชน ฯลฯ
พ.ศ. 2532 หลักสูตรนักบริหารระดับสูง คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
พ.ศ. 2539 Fellow of Royal College of Physician (F.R.C.P) ราชวิทยาลัยแพทย์แห่งกรุง Edinburgh ประเทศ สหราชอาณาจักร
พ.ศ. 2543 หลักสูตรนักบริหารระดับสูง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" สถาบันพระปกเกล้า
รางวัล "ทุนสมเด็จพระวันรัต" สำหรับแพทย์ผู้ทำประโยชน์ให้สังคม จากแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2544
ในปี 2538 เป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในปี 2544-2546 ก่อนที่จะมาเป็นเลขาธิการสปสช.ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546
หมอสงวน ยังเป็นประธานจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา ประธานร่วมจัดงาน 30 ปี 6ตุลา (แม้ในขณะที่กำลังป่วยอยู่) และยังรับเชิญเป็นกรรมการร่วม ในการจัดแรลลี่หาทุนของเครือข่ายเดือนตุลา และกลุ่มเพื่อนสุราษฎร์
|
|
จากคำบอกเล่าของแพทย์หญิงอพภิรัมภ์ ที่กล่าวถึงการทำงานที่ทุ่มเทให้กับงานมาตลอดของคุณหมอ จนแม้กระทั่งวันที่ต้องนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ก็ยังคุยถึงแต่เรื่องงานไม่ขาด โดยช่วงสุดท้ายของชีวิตคุณหมอ ขอให้มีการจัดตั้ง "กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่องานมิตรภาพบำบัดเพื่อนช่วยเพื่อน" ก่อนที่จะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 ด้วยอายุ 56 ปี
แต่ก่อนที่จะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ คุณหมอเองก็ยังคงมีความตั้งใจ จะให้สืบสานงานต่อเพื่อผู้ป่วยต่อไป คือ
1. จะเร่งรณรงค์ให้ประชาชนในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่เป็นโรคตาบอด โดยเฉพาะจะกวาดล้างโรคตาต้อกระจกให้หมดไปจากประเทศไทย ให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกถ่ายอวัยะ ซึ่งจะมีกระบวนการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันยังมีประชาชนรอคิวรับการผ่าตัด อยู่อีกจำนวนหนึ่งก็ตาม ซื่งจะเชื่อมโยงไปถึงคนป่วยที่จะเป็นโรคเบาหวาน จะเสี่ยงกับโรคตาบอดด้วย โดยจะมีวิธีจัดการเช่นเดียวกับโรคหัวใจ
2. กองทุนตำบล ขณะนี้สปสช.ได้ดำเนินการไปจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่จะให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอบต.แห่งไหน ที่ยังไม่พร้อมที่จะเข้าโครงการในปีที่ผ่านมา ปีนี้มีความพร้อมของอบต.มากขึ้น ซึ่งจะมีการประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทุกแห่งสรรหาอบต.เข้าร่วมโครงการทั้งประเทศต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา สปสช.ได้ให้ ม.นเรศวร จ.พิษณุโลก ประเมินโครงการดังกล่าวแล้วควรดำเนินการต่อไปและมีกิจกรรมมากขึ้น
3. โครงการลดความแออัดในรพ. จะมีการปรับโฉมใหม่ของหน่วยบริการทั่วประเทศ และจะเริ่มทยอยเผยรายชื่อหน่วยบริการ ที่มีความพร้อมซึ่งที่ผ่านมามีรพ.ภูมิพล และเครือข่าย รพ.พระนครศรีอยุธยาและเครือข่าย และนครราชสีมา แพร่ หล่มสัก จ.เพชรบรูณ์ฯลฯ ซึ่งมีทั้งหมด 13 แห่ง โดยให้ประชาชนที่ถือบัตรทองไปใช้หน่วยบริการใกล้บ้านใกล้ใจหรือปฐมภูมิ หรือกล่าวได้ว่าจะไม่มีคนไข้ Walk In อีกต่อไป
4. โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน หรือ จิตอาสา ให้คนไข้ที่ป่วยและหายแล้วให้กำลังใจที่มีจิตใจความเป็นมนุษย์ ช่วยเหลือเพื่อนที่ยังเจ็บป่วยให้หายจากโรคต่าง ๆได้ ที่ผ่านมามีเพื่อนช่วยเพื่อนแล้ว เช่น เครือข่ายโรคมะเร็ง เครือข่ายโรคหัวใจ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น โดยในปีนี้จะมีการขยายโครงการไปยังโรคเรื้อรังอื่นๆอีก
5.โครงการทำดีได้ดี เป้าหมายคือสร้างแรงจูงใจให้หน่วยบริการและเครือข่าย จัดบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ สปสช. กำหนดอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ จากงบเหมาจ่ายรายหัว 2,100 บาท/คน/ปี(2551) นั้น ในจำนวนนี้มีการจัดสรรงบคุณภาพบริการไว้ประมาณ 20 บาท/คน/ปี จากจำนวนประชากร 48 ล้านคน(หรือสำนักงบประมาณให้งบเหมาจ่ายรายหัวที่ 46 ล้านคน อีก 2ล้านคน สปสช.จะต้องทำเรื่องของบเพิ่มเติมในแต่ละปี) รวมเป็นเงินในโครงการนี้ประมาณ 929.54 ล้านบาทนั้น จะแบ่งเป็นจัดสรรให้หน่วยบริการปฐมภูมิประมาณ 43.31% ที่เหลืออีก 56.69 % จะจัดสรรให้หน่วยบริการรับส่งต่อดำเนินการ
"ขอร่วมไว้อาลัยแด่การจากไปของนายแพทย์ สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นักปฎิรูประบบสุขภาพเพื่อคนจน คนดีของแผ่นดิน"
|
|