Home วันนี้ในอดีต เวียดนามชนชาติแห่งการต่อสู้ (4)

เวียดนามชนชาติแห่งการต่อสู้ (4)
Article Index
เวียดนามชนชาติแห่งการต่อสู้ (4)
หน้า #
หน้า #
หน้า #
หน้า #
All Pages

หลังจากที่เบื้องหลังของแต่ละฝ่ายทั้งฝ่ายเหนือ ที่ได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์ ฝ่ายใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จนท้ายที่สุด ทั้งสองดินแดน ที่เคยให้คำมั่นสัญญากันไว้ว่า จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็ต้องแยกจากกันไปอีก

ปี ค.ศ 1965 หลังจากเวียดนามส่งกองกำลัง เข้าแทรกแซงในเวียดนามเหนือแล้ว สหรัฐฯอเมริกาเอง ก็ไม่น้อยหน้า ส่งกำลังเข้าแทรกแซง ในเวียดนามใต้เช่นกัน เพื่อต้องการที่จะทำลายเส้นทาง การแทรกซึมลงทางใต้ และปิดเส้นทางโฮจิมินห์ ไม่ให้เวียดนามเหนือ ใช้เป็นเส้นทางบุกลงใต้

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ 1965 เป็นการเริ่มการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐได้ส่งฝูงบิน ถล่มเวียดนามเหนือ เลยเส้นขนานที่ 17 ขึ้นไป

เดือนมีนาคม ค.ศ 1965 จากที่เคยโจมตีทางอากาศ สหรัฐฯ ได้เริ่มให้มีการโจมตี ภาคพื้นดินเป็นครั้งแรก สภาพของเวียดนามใต้ ในขณะที่โง ดินห์ เดียม ปกครองว่าเลวร้ายแล้ว แต่ในขณะนั้นถือว่าวิกฤตยิ่งกว่า

ประธานาธิบดีจอห์นสัน

ผ่านพ้นปี ค.ศ 1965 ประธานาธิบดีจอห์นสัน ของสหรัฐฯ จึงขอความช่วยเหลือ ระหว่างชาติให้ส่งทหาร ไปช่วยสหรัฐฯ รบเหมือนอย่างการรบ ในเกาหลี การขอร้องเป็นผล มีหลายประเทศส่งทหาร เข้าไปร่วมรบในเวียดนาม ซึ่งได้แก่ เกาหลีใต้ ไทย ออสเตรเลีย ฟิลิปินส์ และนิวซีแลนด์ เข้าร่วมรบ เพื่อมิให้เวียดนามใต้ ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของคอมมิวนิสต์ เราคงจะเห็นภาพการต่อสู้ บนหนึ่งดินแดนของสองขั้ว ความคิดเด่นชัดมากขึ้น มองภาพเห็นภาพ ของแต่ละประเทศ ที่เลือกจะอยู่ฝ่ายไหนได้ง่ายขึ้น

 

"ทฤษฎีโดมิโน" เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ เชื่อ และภายใต้ความเชื่อนี้นี่เอง ทำให้สหรัฐฯบุกอย่างหนัก ทฤษฎีนี้กล่าวเอาไว้ว่า "ถ้าหากเวียดนามใต้ ตกอยู่ภายใต้การยึดครอง ของเวียดนามเหนือแล้ว หลังจากนั้น ทั้ง ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ก็จะถูกคอมมิวนิสต์ ยึดครอง และในที่สุด ก็จะคลุมไปถึงออสเตรียเลีย หรือแม้กระทั่งซานฟรานซิสโก ในสหรัฐฯเอง" เป็นโดมิโนตามชื่อทฤษฎี ทางที่ดีที่สุดต้องรักษาเวียดนามเอาไว้ให้ได้ แม้ว่าวิธีนั้น จะได้มาด้วยสงคราม

ภายใต้ 2 ขั้ว ความเชื่อ ที่ปะทะกันด้วยกำลัง นอกจาก 2 ฝ่ายต้องสูญเสียกำลังคนแล้ว ยังมีประชาชนอีกไม่น้อย ซึ่งเป็นเจ้าบ้านต้องล้มตายลง เพื่อสังเวยชีวิตให้กับสงคราม เหมือนช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกราน" ก็ไม่ปาน

ก่อนหน้าปีค.ศ 1965 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะ ทั้งทางอากาศ และทางบกนั้น กลางปี ค.ศ 1945 สหรัฐฯ มีที่ปรึกษาทางทหารอยู่เพียง 342 คน ในเวียดนามใต้ และส่วนใหญ่อยู่ในไซง่อน แต่เราจะค่อยๆ เห็นการเพิ่มจำนวน ของทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปลายปี ค.ศ 1954 สหรัฐฯ เริ่มส่งอาวุธยุโธปกรณ์ และคณะที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลเวียดนามใต้

ปีค.ศ 1961 เวียดนามใต้ เริ่มคราคร่ำไปด้วยทหารสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีเคนเนดี้ ของสหรัฐ ฯ ตัดสินใจเพิ่มกำลัง ในเวียดนามใต้ให้มากยิ่งขึ้น


ระหว่างปีค.ศ 1962 จากที่เคยมีทหารเพียงแค่ 342 คน ตอนนี้เวียดนามใต้ มีทหารสหรัฐฯ เพิ่มจากเดิมมากว่า 11,000 คน พร้อมกับการจัดตั้ง กองบัญชาการช่วยเหลือ ทหารเวียดนาม (MACN) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขความตกต่ำทางทหาร ของเวียดนามใต้ ทำให้กองกำลังของเวียดนามใต้ มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 คน แม้กองกำลังจะมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะป้องกันตนเองได้

กลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ 1965 ประธานาธิบดีจอห์นสัน ของสหรัฐฯ ตัดสินใจ ส่งทหารอเมริกันจำนวน 180,000 คน เข้าไปรบในเวียดนาม ตามคำแนะนำของ นายพลเวสต์มอร์แลนด์ ซึ่งเข้าเป็นผู้บัญชาการทหารมา ตั้งแต่ปีค.ศ 1964 ด้วยข้อเสนอที่ว่า เวียดนามใต้ ไม่สามารถยืนหยัดได้ ถ้าไม่มีสหรัฐฯ ร่วมรบ

เมื่อประธานาธิบดีเห็นด้วยเช่นนี้ กองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเวียดนาม ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวียดนามจึงเริ่มต้น "การรบในสงคราม ที่ไม่มีแนวรบ" การรบนั้น แม้ว่าจะมียุทโธปกรณ์ ที่เหนือกว่า แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าได้เปรียบกว่า เมื่อฝ่ายเหนือกว่า ด้วยกำลัง ไม่สามารถแยกแยะ ความแตกต่างได้ระหว่าง
คอมมิวนิสต์หรือประชาชน บางเขตถูกประกาศ เป็นย่านระดมยิง การรบ ที่ไม่สามารถแยกความแตกต่าง ได้เช่นนี้ การยิงผิดพลาด ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในหมู่บ้านไมไลในปี ค.ศ 1968 ทหารสหรัฐฯ ฆ่าพลเรือนเวียดนาม ไปหลายร้อยชีวิต

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ 1965 ประธานาธิบดีจอห์นสัน สั่งให้ทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือ เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังอาวุธ และกำลังคน ของเวียดนามเหนือ เคลื่อนกำลังลงใต้ แต่ก็ไม่สามารถตัดความช่วยเหลือ จากพวกเวียดกงจากฮานอยใต้ ซ้ำหลังการถูกถล่มอย่างหนัก 4 สัปดาห์แล้ว กองกำลังของเวียดนามเหนือ ก็ยังคงเคลื่อนลงสู่เวียดนามใต้เรื่อยๆ คงไม่ต้องถามถึง การเสียชีวิต ของประชาชนของเวียดนามเอง สหรัฐฯ ใช้ระเบิดในตอนปลายสมัย ของประธานาธิบดีจอห์นสัน มากกว่าลูกระเบิดที่สหรัฐฯ ในไปในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง ต่อจากประธานาธิบดีจอห์สัน ทิ้งระเบิดใส่เวียดนามมากกว่า ครึ่งล้านตัน เวียดนามเหนือ ทั้งประเทศถูกระเบิด จนแหลกแล้วก็ว่าได้ แต่แรงระเบิดไม่อาจหยุดเวียดนามเหนือ และเวียดกงไม่ให้เคลื่อนพล สู่เวียดนามใต้ได้ เมื่อการทิ้งระเบิดทางอากาศ ไม่สามารถหยุดการเคลื่อนพลได้ แผนการจึงเปลี่ยนไป เป็นการรบแบบบุกทุกหมู่บ้าน ที่อยู่ในบริเวณป่า และบริเวณหุบเขา ที่พวกคอมมิวนิสต์ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการรบแบบกองโจร ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีความเชี่ยวชาญมากกว่า

 

การบุกเข้าไปในหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่สามารถแยกแยะ ความแตกต่าง ได้อย่างที่บอกเอาไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อระเบิดไม่มีตา ความระแวงในภาวะสงคราม ถึงความเป็นมิตรและศัตรู สองสาเหตุง่ายๆ นี้คร่าชีวิตคนได้นับ ไม่ถ้วนทีเดียว

ปีค.ศ 1967 กองกำลังของ ทหารสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนที่มากขึ้น ทั้งๆที่ไม่มีวี่แวว ว่าจะชนะได้ จากจำนวนที่มีอยู่ 500,000 คน ก็ยังไม่เพียงพอ นายพลเวสต์มอร์แลนด์ ขอกำลังเพิ่มอีก 100,000 คน บวกกับทหารเวียดนามใต้ ที่ช่วยรบอีก 600,000 คน เมื่อเปรียบเทียบ กับกองกำลังของเวียดนามเหนือ ในเวียดนามใต้ในขณะนั้นมีเพียง 50,000 คน และกองกำลังของทหารเวียดกงอีก 230,000 คน ในทางกลับกัน กลับเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ เสียอีก ที่เกือบเอาชนะได้

นาน 3 ปี ที่สหรัฐฯ ทุ่มเทระเบิด ลงใส่เวียดนามเหนือ อย่างรุนแรง และดำเนินการ ต่อเวียดกงอย่างดุเดือด ทำลายทั้งอาวุธ และสิ่งกีดขวาง ด้วยอาวุธที่ทันสมัยกว่า แต่สิ่งที่ทำลายไม่ได้ด้วยอาวุธ และเชื่อได้ว่าคงเป็นคำถาม สำหรับทหารของสหรัฐฯ หลายคนนั้น คือเจตจำนงอันแน่วแน่ ของเวียดนามเหนือ และพวกเวียดกง ในการ "ปลดแอก" เพื่อรวมประเทศ ตามที่เคยได้ตกลงกันไว้ หากเปรียบเทียบ ด้วยอาวุธแล้วเวียดนามเหนือ ไม่มีอาวุธที่เหนือกว่ากำลังโต้ตอบกลับสหรัฐฯ แม้แต่น้อย แต่จุดเด่นที่น่าสนใจคือ การรบของเวียดนามเหนือ มีจุดหมายที่เด่นชัดและแน่วแน่ ทำให้กำลังของฝ่ายเวียดนามเหนือ หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ ไม่ได้อ่อนกำลังลงเลยแม้แต่น้อย 3 ปีที่ผ่านไปกับระเบิด ที่ทิ้งลงมา หากไม่มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไหนเลยจะต้านทานได้


วันตรุษญวน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ 1968 คอมมิวนิสต์บุกเวียดนามใต้ โจมตีฐานทัพทหาร และเมืองต่างในเวียดนามใต้กว่า 100 แห่ง การตอบโต้กลับเช่นนี้ ทำให้สหรัฐเองก็ได้ข้อตระหนักว่า ไม่สามารถที่จะเอาชนะได้ การรบต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์

 

การบุกใหญ่ ของเวียดกง เริ่มจาก 09.00 น ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ 1968 ซึ่งเป็นวันแรก ของเทศกาลตรุษญวน สถานฑูตสหรัฐฯ ในไซ่ง่อนเป็นการฉลองตรุษญวน ทหารคอมมิวนิสต์ 84,000 คน บุกเข้าโจมตีแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว บุกข้ามเส้นขนานที่ 17 พุ่งเข้าหาที่ตั้งฐานทัพนาวิกโยธิน สหรัฐฯ ที่ "กี ซาน" คือ เดียน เบียนฟู ของพวกตน การจู่โจมแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว ของเวียดนามเหนือ ก็ได้รับการโต้ตอบกลับ จากทหารเวียดนามใต้ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เครื่องบินสหรัฐฯ บินถล่มเข้าสกัดกั้น การเคลื่อนที่ของทหารเวียดนามเหนือ ทิ้งระเบิดในใส่เมืองกอนทุม จนพังพินาศหมดทั้งเมือง ส่วนเมืองไมโธ เมืองเบนไท และเมืองเว้ถูกระเบิดแหลกละเอียด การทำลายล้าง จากสหรัฐฯ ครั้งนี้จุดประสงค์ คือต้องการที่จะขับไล่ พวกเวียดกง ออกไปจากบริเวณนั้นไป แล้วการทำลายล้าง อย่างหนักครั้งนี้ ของสหรัฐฯ ได้ผล คอมมิวนิสต์ทั้งหลาย ถอยออกจากไซง่อน และบริเวณเมืองต่างๆ แม้การกระทำนั้น จะมุ่งมั่นไปด้วยอุดมการณ์ เพื่อความสำเร็จ แต่สงครามที่รบกัน ในบ้านของตนเอง ก็ทำให้เวียดนามหนีไม่พ้น การสูญเสีย และการนองน้ำตา ชาวเวียดนามเสียชีวิต ไปประมาณ 165,000 คน อีก 2 ล้านคน ไร้ที่อยู่อาศัยเพราะบ้านเมือง ถูกทำลายย่อยยับ เมืองทั้งเมืองครุกรุ่นไปด้วยควันไฟ หลังจากการทิ้งระเบิด ทิ้งเอาไว้เพียงบ้าน ที่กลายสภาพเป็นเศษอิฐ กองไม้ ทับถมกันอยู่กราดเกลื่อน ตามพื้นดิน แม้คอมมิวนิสต์ ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการรบ แต่สิ่งหนึ่ง ที่นับเป็นชัยชนะทางการเมือง คือ ทัศนคติของคนอเมริกันเอง ต่อสงครามครั้งนี้เปลี่ยนไป มหาชน เริ่มมีเสียงต่อต้าน และคัดค้านการทำสงคราม ที่โหดเหี้ยม และรุนแรงครั้งนี้ เพราะในสงคราม ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องเสียด้วยกันทั้งนั้น ครอบครัวของทหารอเมริกันเอง ก็ต้องสูญเสียเช่นเดียวกัน แล้วคำถามถึงการทำสงครามครั้งนี้ ก็ถูกตั้งขึ้นมาในใจ เกี่ยวกับการทิ้งงบประมาณ ไปกับการทำสงครามนี้มากน้อยเพียงใด

 

การสงครามครั้งนี้ อย่างที่บอกว่าทุกฝ่าย มีแต่ผู้สูญเสียด้วยกันทั้งนั้น แต่สงคราม ก็คือสงคราม และความเป็นทหาร บ้างครั้งก็สู้อย่างถวายชีวิต เช่นเดียวกันกับ นายพลเวสเตอร์แลนด์ ผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามในขณะนั้น กลับแจ้งไปยัง ประธานาธิบดีจอห์นสัน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ 1968 เพราะต้องการกำลัง เพิ่มอีกประมาณ 206,000 คน ทั้งๆ ที่ประชากรทหารของสหรัฐฯ ในเวียดนามในขณะนั้น มีไม่ต่ำกว่าครึ่งล้านคนแล้ว ประธานาธิบดีจอห์นสัน ปฏิเสธเรื่องการส่งทหาร และสั่งให้จำกัดเขตการทิ้งระเบิด ในเวียดนามเหนือด้วย

การตัดสินใจ ของประธานาธิบดีจอห์นสัน ครั้งนี้นับเป็นการตัดสินใจ ที่เชื่อว่าคงโดนใจ ทั้งคนอเมริกัน และคนเวียดนาม ซึ่งต่างฝ่าย ต่างก็ต้องสูญเสีย ด้วยกันทั้งสิ้น เชื่อได้ว่าการรบ ที่ยาวนาน และผ่านวันเวลา แห่งการพลัดพราก
ภาพความสูญเสีย คงติดตราตรึงใจ ทั้งทหารและประชาชน ของทุกฝ่าย สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือเฝ้าภาวนา ในช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายนี้ ผ่านพ้นไปเสียที เพราะมันเหมือนกับ การตกนรกทั้งเป็นของคนเวียดนาม ชัยชนะ ที่ได้รับกลับไปอาจจะเป็นทหาร ที่มีอวัยวะที่ไม่สมประกอบ และอาการทางจิต จากภาพความน่าสะพรึงกลัว ของสงคราม

13 พฤษภาคม ค.ศ 1968 การตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดไปสู่การเจรจา กับฮานอย เพื่อหาทางสงบศึก หลังจากสหรัฐฯ หยุดทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือแล้ว และในเดือนเดียวกันนี้เอง มีการเจรจาสงบศึก ที่ปารีส โดยผู้แทนของเวียดกง กับเวียดนามใต้เข้าร่วมประชุมด้วย


หลังการเปลี่ยนผู้นำ จากประธานาธิบดีจอห์นสัน เป็นประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน นโยบาย เรื่องการทำสงคราม ก็เปลี่ยนไปด้วย ด้วยแรงกดดัน ทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯ เองบวกกับมติมหาชน ที่เรียกร้อง ให้มีการถอนกำลัง ทหารสหรัฐฯ ออกจากเวียดนาม ดังนั้น การทำสงคราม ของเวียดนามใต้ จะต้องทำด้วยตนเองเสียแล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกำลัง เมื่อครั้งมีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนเวียดนามใต้ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ เมื่อต้องถูกลอยแพ ถอนกำลังไปเสียอย่างนี้ สถานการณ์ ในเรื่องกำลังของเวียดนามใต้ เห็นทีจะเข้าสู่ตาจนเสียแล้ว

ความจริง นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ แรงกดดันจากมหาชน เพื่อให้ถอนกำลังแล้ว สหรัฐฯเอง ก็ทำสงครามกับลาว เขมรอีกด้วย ซ้ำยังขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่ เริ่มถอนกำลังออกจากเวียดนาม

เดือนเมษายน ค.ศ 1970 การขยายตัว ในการทำสงครามในลาว รวมทั้งเขมร ถือว่าเป็น ช่วงการเริ่มต้น สงครามอินโดจีน อย่างแท้จริง และในเดือนเดียวกันนี้ สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากเวียดนามใต้ เป็นจำนวน 115,000 คน จากเวียดนามใต้ และจะเพิ่มอีกจำนวน 150,000 คน ในอีก 12 เดือนข้างหน้า หมายความว่า กำลังทหารของเวียดนามใต้ จะเริ่มลดน้อยถอยลง เหมือนเค้าแห่งการรวมประเทศกัน ของเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้จะเริ่มต้น เพราะมีการเจรจาสันติภาพในปารีส ก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ทำกลับเป็นในทางตรงกันข้าม เมื่อทหารสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ ทั่วอินโดจีน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เดือนมกราคม ค.ศ 1973 การตกลงหยุดยิง ระหว่างสหรัฐฯ กับเวียดนามทั้งสามฝ่าย สิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี การลงนามในสนธิสัญญาปารีสครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้การสู้รบ ในเวียดนามยุติลง เมื่อรัฐบาลเวียดนามใต้ ในไซ่ง่อน ต้องการกำจัดอำนาจ ของคอมมิวนิสต์ในบริเวณ ดินดอนสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำโขงให้หมดสิ้นไป

ปลายปี ค.ศ 1973 เวียดนามใต้ใช้กำลังทหาร เข้ารบกับคอมมิวนิสต์ บริเวณนั้น การสู้รบ ใช้ระยะเวลาตลอดปี 1974 ซึ่งหากจะมองให้เห็นกันอย่างจริงจัง การต่อต้านอำนาจคอมมิวนิสต์ และค่ายประชาธิปไตย ซึ่งหนีไม่พ้นสหรัฐฯอยู่ดี

 

ต้นปี ค.ศ 1975 คอมมิวนิสต์ สามารถรุกคืบหน้า ในบริเวณที่ราบสูง ของเวียดนามใต้ ในขณะที่ทหารของรัฐบาลเวียดนามใต้ ยังคงยึดบริเวณริมฝั่งทะเล ตั้งแต่เมืองเว้ ไปจนถึง บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แต่เมื่อเมืองบาน เม ทวด ในบริเวณที่ราบสูง ของเวียดนามใต้ ถูกตีแตก หลังจากที่เมืองเว้ และเมืองดานัง ถูกคอมมิวนิสต์ยึดไว้ได้

21 เมษายน อีกเมืองหนึ่ง ก็ต้องตกอยู่ในมือของคอมมิวนิสต์ อีกหนึ่งเมืองคือ เมืองชวนลอค

30 เมษายน ค.ศ 1975 เมืองไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ ก็ถูกยึด กรุงไซง่อนอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ทหารสหรัฐฯ เริ่มอพยพพลเมืองสหรัฐฯ และลูกจ้างในสถานฑูต ออกจากรุงไซง่อน

การต่อสู้ในสงครามอินโดจีน หรือสงครามเวียดนามนี้ เป็นการต่อสู้กัน อย่างดุเดือด ระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์ และค่ายประชาธิปไตย ก็ยุติ สหรัฐฯ ได้รับความสูญเสีย ทั้งกำลังเงินและกำลังคน และไม่ได้อะไรเลย จากสงครามครั้งนี้ ส่วนเวียดนามเอง นอกจากบาดแผล ความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สิน แต่ใช่ว่าเวียดนาม จะไม่ได้อะไรเลย จากสงครามครั้งนี้ สิ่งที่เวียดนามได้รับ กลับมาก็คือ ความภาคภูมิใจ ว่าอิทธิพลการครอบงำ จากประเทศตะวันตก นานนับ 100 ปี ได้จากแผ่นดินไปแล้ว แม้บรรพบุรุษ ที่ล่วงลับจะไม่ได้เห็น ถึงสิ่งที่ตนเองเฝ้ารอ และอาจจะไม่รู้เลยว่า วันเวลาแห่งอิสระ และเสรีภาพบนพื้นแผ่นดิน ที่เกิดจะมีวันเป็นจริงไปได้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า ชาวเวียดนามที่มีชีวิตอยู่รอด จนถึงวันที่สงครามสิ้นสุดลง คงจะได้บอกกล่าว ผ่านประเพณีอันดีงาม แก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วว่า วันนี้การต่อสู้ที่ยาวนาน เป็นผลแล้ว เวียดนามไม่ต้องเป็นเมืองใต้อาณัติ ของใครอีกต่อไป


สงครามผ่านไปแล้วก็จริง และคอมมิวนิสต์ ยึดเวียดนามใต้ได้แล้ว เวียดนามยังคงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างเดิม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีรัฐบาลปฏิวัติเฉพาะกาล ของเวียดกง ทำการปกครองเวียดนามใต้ต่อไป แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง ภายในประเทศเวียดนาม ในปี ค.ศ 1976 การรวมเวียดนาม ทั้งสองประเทศ จึงเกิดขึ้นโดยใช้ชื่อว่า "สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม" ( Socialist Republic of Vietnam ) ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ 1976 เป็นต้นมา

วันเวลาแห่งการรอคอย เดินทางมาถึงจุดหมาย ที่รอคอยแล้ว แต่วันนี้ของเวียดนาม ยังคงต้องเดินต่อไป และเวียดนามเอง ไม่ได้ยอมให้ วันวานที่เลวร้าย ภายใต้การปกครองของชาติอื่น ย้ำความเจ็บปวด ให้ตัวเองจมปลักอยู่กับที่ เพราะวันนี้เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว หลายประเทศ จับตามองความเจริญ ของเวียดนาม ด้วยความสนใจ เวียดนามกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนส่อเค้าว่า จะเป็นประเทศ ที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ แม้ผู้รุกรานในอดีต ที่เคยคิดครอบครองเอง อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังให้ความสนใจ ในการเข้ามาร่วมลงทุน ในหลายกิจการ อย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับมา ตั้งแต่ต้นถ้ามองย้อนไป ตั้งแต่สมัยสงคราม อย่างหนึ่งที่มองเห็นคือ เวียดนามเป็นประเทศ ที่ประมาณกำลังและรบอย่างคนที่ฉลาด เพราะอาวุธที่ใช้ก็ไม่ได้ทันสมัยมากกว่า คนก็น้อยกว่า แต่ก็สามารถเอาชนะมาได้ เราคงต้องบวกความมุ่งมั่น ให้กับเวียดนามเข้าไปอีกด้วย ความอดทน และอุดมการณ์

 

 

เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ชัดเสียจน มองไม่เห็นว่าความตาย จะเป็นอุปสรรคที่จะหยุด และล้มเลิกการเดินทาง เพื่อรวมประเทศลงกลางคันเสียก่อน ผิดกับฝ่ายศัตรู ที่อาจจะตั้งคำถามไปตลอดเวลา ในการรบ หากจะวัดกันด้วยใจ เวียดนามเหนือ ชนะได้ด้วยใจที่ฮึกเหิม ไปมากกว่าครึ่งแล้ว แต่สงครามไม่ว่าใครจะแพ้ หรือชนะทุกฝ่าย ต้องเสียด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญต่อจากนั้นคือ หลังจากผ่านความสะบักสะบอม จากสงครามแล้ว จะเก็บเรื่องราวความเลวร้าย ของสงครามไว้เตือนตนได้อย่างไร เพื่อให้ภาวะที่ความเป็นกับความตาย อยู่ใกล้เสียจนแทบจะแยกกันไม่ออก ไม่กลับตามมาหลอกหลอนจนพยุงตัวไม่ขึ้น ...สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เวียดนามพาประเทศผ่านมาแล้ว และวันนี้ยืนได้อย่างงดงาม... ถ้าจะให้ตอบ คงตอบแทนคนเวียดนาม ทั้งหมดไม่ได้...ต้องเรียนรู้เอาจึงจะเข้าใจ

ในบทส่งท้าย เกี่ยวกับเวียดนาม ที่จะได้ติดตามต่อไป จะพาไปดูตัวเลข ที่อาจจะบอกได้ มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เป็นทั้งหมดของการสูญเสีย ในแง่ของผู้ตายเท่านั้น เพราะเราไม่เคยสำรวจว่า การตายของคนหนึ่งคน กระทบคนที่อยู่แค่ไหน เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตใจ สำหรับวันนี้ และวันพรุ่งนี้ ของแต่ละคน ถึงคำว่า "สูญเสีย" ที่เกิดจากสงคราม ซึ่งคงพอจะทำให้เห็นภาพได้ว่า ทำไมเวียดนามของบทความที่นำเสนอนี้ จึงเป็นชาติแห่งการต่อสู้ พร้อมกับๆ ความ"สูญเสีย" ของฝ่ายผู้รุกรานเองที่ได้รับ โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

 

Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.