ระหว่างปีค.ศ 1962 จากที่เคยมีทหารเพียงแค่ 342 คน ตอนนี้เวียดนามใต้ มีทหารสหรัฐฯ เพิ่มจากเดิมมากว่า 11,000 คน พร้อมกับการจัดตั้ง กองบัญชาการช่วยเหลือ ทหารเวียดนาม (MACN) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขความตกต่ำทางทหาร ของเวียดนามใต้ ทำให้กองกำลังของเวียดนามใต้ มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 คน แม้กองกำลังจะมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะป้องกันตนเองได้
กลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ 1965 ประธานาธิบดีจอห์นสัน ของสหรัฐฯ ตัดสินใจ ส่งทหารอเมริกันจำนวน 180,000 คน เข้าไปรบในเวียดนาม ตามคำแนะนำของ นายพลเวสต์มอร์แลนด์ ซึ่งเข้าเป็นผู้บัญชาการทหารมา ตั้งแต่ปีค.ศ 1964 ด้วยข้อเสนอที่ว่า เวียดนามใต้ ไม่สามารถยืนหยัดได้ ถ้าไม่มีสหรัฐฯ ร่วมรบ
เมื่อประธานาธิบดีเห็นด้วยเช่นนี้ กองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเวียดนาม ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวียดนามจึงเริ่มต้น "การรบในสงคราม ที่ไม่มีแนวรบ" การรบนั้น แม้ว่าจะมียุทโธปกรณ์ ที่เหนือกว่า แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าได้เปรียบกว่า เมื่อฝ่ายเหนือกว่า ด้วยกำลัง ไม่สามารถแยกแยะ ความแตกต่างได้ระหว่าง
คอมมิวนิสต์หรือประชาชน บางเขตถูกประกาศ เป็นย่านระดมยิง การรบ ที่ไม่สามารถแยกความแตกต่าง ได้เช่นนี้ การยิงผิดพลาด ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในหมู่บ้านไมไลในปี ค.ศ 1968 ทหารสหรัฐฯ ฆ่าพลเรือนเวียดนาม ไปหลายร้อยชีวิต
เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ 1965 ประธานาธิบดีจอห์นสัน สั่งให้ทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือ เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังอาวุธ และกำลังคน ของเวียดนามเหนือ เคลื่อนกำลังลงใต้ แต่ก็ไม่สามารถตัดความช่วยเหลือ จากพวกเวียดกงจากฮานอยใต้ ซ้ำหลังการถูกถล่มอย่างหนัก 4 สัปดาห์แล้ว กองกำลังของเวียดนามเหนือ ก็ยังคงเคลื่อนลงสู่เวียดนามใต้เรื่อยๆ คงไม่ต้องถามถึง การเสียชีวิต ของประชาชนของเวียดนามเอง สหรัฐฯ ใช้ระเบิดในตอนปลายสมัย ของประธานาธิบดีจอห์นสัน มากกว่าลูกระเบิดที่สหรัฐฯ ในไปในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง ต่อจากประธานาธิบดีจอห์สัน ทิ้งระเบิดใส่เวียดนามมากกว่า ครึ่งล้านตัน เวียดนามเหนือ ทั้งประเทศถูกระเบิด จนแหลกแล้วก็ว่าได้ แต่แรงระเบิดไม่อาจหยุดเวียดนามเหนือ และเวียดกงไม่ให้เคลื่อนพล สู่เวียดนามใต้ได้ เมื่อการทิ้งระเบิดทางอากาศ ไม่สามารถหยุดการเคลื่อนพลได้ แผนการจึงเปลี่ยนไป เป็นการรบแบบบุกทุกหมู่บ้าน ที่อยู่ในบริเวณป่า และบริเวณหุบเขา ที่พวกคอมมิวนิสต์ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการรบแบบกองโจร ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีความเชี่ยวชาญมากกว่า
|
|
การบุกเข้าไปในหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่สามารถแยกแยะ ความแตกต่าง ได้อย่างที่บอกเอาไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อระเบิดไม่มีตา ความระแวงในภาวะสงคราม ถึงความเป็นมิตรและศัตรู สองสาเหตุง่ายๆ นี้คร่าชีวิตคนได้นับ ไม่ถ้วนทีเดียว
ปีค.ศ 1967 กองกำลังของ ทหารสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนที่มากขึ้น ทั้งๆที่ไม่มีวี่แวว ว่าจะชนะได้ จากจำนวนที่มีอยู่ 500,000 คน ก็ยังไม่เพียงพอ นายพลเวสต์มอร์แลนด์ ขอกำลังเพิ่มอีก 100,000 คน บวกกับทหารเวียดนามใต้ ที่ช่วยรบอีก 600,000 คน เมื่อเปรียบเทียบ กับกองกำลังของเวียดนามเหนือ ในเวียดนามใต้ในขณะนั้นมีเพียง 50,000 คน และกองกำลังของทหารเวียดกงอีก 230,000 คน ในทางกลับกัน กลับเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ เสียอีก ที่เกือบเอาชนะได้
นาน 3 ปี ที่สหรัฐฯ ทุ่มเทระเบิด ลงใส่เวียดนามเหนือ อย่างรุนแรง และดำเนินการ ต่อเวียดกงอย่างดุเดือด ทำลายทั้งอาวุธ และสิ่งกีดขวาง ด้วยอาวุธที่ทันสมัยกว่า แต่สิ่งที่ทำลายไม่ได้ด้วยอาวุธ และเชื่อได้ว่าคงเป็นคำถาม สำหรับทหารของสหรัฐฯ หลายคนนั้น คือเจตจำนงอันแน่วแน่ ของเวียดนามเหนือ และพวกเวียดกง ในการ "ปลดแอก" เพื่อรวมประเทศ ตามที่เคยได้ตกลงกันไว้ หากเปรียบเทียบ ด้วยอาวุธแล้วเวียดนามเหนือ ไม่มีอาวุธที่เหนือกว่ากำลังโต้ตอบกลับสหรัฐฯ แม้แต่น้อย แต่จุดเด่นที่น่าสนใจคือ การรบของเวียดนามเหนือ มีจุดหมายที่เด่นชัดและแน่วแน่ ทำให้กำลังของฝ่ายเวียดนามเหนือ หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ ไม่ได้อ่อนกำลังลงเลยแม้แต่น้อย 3 ปีที่ผ่านไปกับระเบิด ที่ทิ้งลงมา หากไม่มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไหนเลยจะต้านทานได้
|